ออกแบบบ้านอย่างไรให้เหมาะกับ ไลฟ์สไตล์

ใครๆ ก็อยากมีบ้านสวยๆ แต่ไม่ใช่ที่ทุกคนจะถ่ายทอดทุกไอเดียที่มีอยู่ในหัวออกมาให้บ้านสวย น่าอยู่ดูดีตามจินตนาการได้ทุกกระเบียดของความคิด แม้ว่าทุกวันนี้จะมีแรงบันดาลใจมากมายถูกโพสต์ และอัพโหลดขึ้นบนอินเตอร์เน็ท ทั้งการออกแบบบ้านจากเว็บไซต์ในเว็บต่างประเทศ หรือการออกแบบตกแต่งบ้านทั้งออกแบบบ้านใหม่ รีโนเวทบ้านเก่าในเว็บชื่อดังของไทยหลายๆ แห่ง ข้อมูลเหล่านั้นเปรียบเทียบได้กับน้ำประปาที่ไหลออกมาอย่างท่วมท้นจากกก๊อกน้ำที่ถูกเปิดจนสุด และผู้คนที่สนใจในการออกแบบตกแต่งบ้านของตนเองอยากเข้าไปหาไอเดียคือผู้ดื่มน้ำ การดื่มน้ำโดยตรงจากก๊อกที่เปิดแรงจนสุด แทนที่จะช่วยดับกระหายคลายร้อน เปล่าเลย มันจะมีแต่ทำให้เราสำลักข้อมูลเหล่านั้นเสียมากกว่า แล้วจะทำอย่างไรดี หากต้องการมีบ้านที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม ลงตัว ในเมื่อมีข้อมูลตัวอย่าง แรงบันดาลใจในอินเตอร์เน็ทมากมาย

ออกแบบบ้าน
ออกแบบบ้าน


ในการออกแบบบ้านนั้น หากยังไม่พูดถึงในแง่ของงบประมาณการก่อสร้างและราคาวัสดุ สิ่งที่สถาปนิกทุกคนหรือแม้กระทั่งตัวเจ้าของบ้านเองต้องการที่สุดนั่นคือเรื่องของการ “ตอบโจทย์” เพราะการออกแบบทุกย่างก้าวในการ การตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะในบ้านแต่ละหลังเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยมีไลฟสไตล์แตกต่างกันออกไป มีกิจวัตรประจำวัน การดำเนินชิวิตที่ต่างกัน ฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในบ้านจึงต้องแตกต่างกันตามไปด้วย นี่เป็นเหตุผลที่แรงบันดาลใจต่างๆ มากมายในอินเตอร์เน็ทไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน แต่จะใช้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

การออกแบบบ้าน ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง 

1.    กิจวัตรของผู้อยู่อาศัย หรือในมุมมองของสถาปนิกผู้ออกแบบจะเรียกว่า “พฤติกรรมผู้ใช้งาน” (User Behavior) แม้ว่าข้อนี้จะเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านมักมองข้ามไป แต่ในสายตาของนักออกแบบ นี่คือสิ่งแรกที่ต้องตีโจทย์ให้แตก เพื่อตอบสนองความต้องการ และทุกๆ ย่างก้าวภายในบ้านของเจ้าของบ้าน และในมุมของเจ้าของบ้านเอง เมื่อปรึกษาหารือกับสถาปนิกหรือผู้ออกแบบบ้าน ควรบอกเล่าและถ่ายทอดความต้องการ ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของตนเองให้เข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่าย
2.    ทำเล ที่ตั้งของบ้าน สภาพแวดล้อมรอบบ้าน เพราะสิ่งนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการออกแบบบ้าน 1 หลัง การจัดวางห้องทุกห้อง การดีไซน์ประตู หน้าต่างว่าควรจะต้องอยู่ตรงไหน เพราะทำเลของบ้านนั้นจะสัมพันธ์กับทิศทางแดดและลม ซึ่งหากไม่มีการนำข้อมูลทำเลที่ตั้งมาใช้ในการออกแบบ ผลกระทบจะเกิดกับตัวบ้านและผู้อยู่อาศัยภายในบ้านค่อนข้างมาก เช่น มีแสงแดดสาดเข้าบ้านตลอดยามบ่าย ทำให้บ้านร้อน อยู่ไม่สบาย ต้องเดือดร้อนติดแอร์ ติดกันสาดเพิ่ม หรือออกแบบประตู หน้าต่างไม่ตรงกับทิศทางลม ทำให้ลมไม่พัดเข้าบ้าน ภายในบ้านรอนอบอ้าว เป็นต้น

3.    การเลือกวัสดุปลูกสร้างให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพราะการออกแบบบ้านนั้น ไม่ใช่เพียงแค่สถาปนิกดีไซน์ลงบนแผ่นกระดาษมาก็จบ สามารถนำไปสร้างต่อได้ทันที แต่เปล่าเลย เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบบ้านเสียใหม่ เพราะการออกแบบบ้านนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบเพื่อการแก้ปัญหา อาทิเช่น บ้านที่มีทำเลอยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นดินทราย ใกล้ชายทะเลจะต้องเลือกใช้วัสดุคนละชนิดในการก่อสร้างกับบ้านที่อยู่ในทำเลที่ของภาคกลางอยู่แล้ว หรือบ้านที่อยู่ใกล้สภาพแวดล้อมท่ามกลางเสียงรบกวนเยอะ หรืออยู่ใกล้โรงงาน การออกแบบจะต้องคำนึงถึงการลดเสียงรบกวน ทั้งการใช้วัสดุ ระยะร่นของห้องต่างๆ ภายในบ้านจากขอบเขตที่ดิน และการปรับภูมิทัศน์รอบๆ บ้าน เป็นต้น

4.    งบประมาณในการก่อสร้าง หากคุณยังมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะสร้างบ้านในฝันให้ตรงกับความต้องการและการออกแบบที่ได้รับการปรึกษามาเป็นอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะก็ การคำนวนงบประมาณควรเป็นไปอย่างรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วน และเนื่องจากทุกวันนี้เราสามารถเช็คราคาวัสดุในการก่อสร้างได้ด้วยตนเอง จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะออกสำรวจตลาดราคาสินค้าและวัสดุก่อสร้างเอง เพื่อนำรวบรวมข้อมูลและคำนวนงบประมาณ ก่อนจะนำไปปรึกษาสถาปนิก หรือช่างที่ไว้วางใจ

ในการออกแบบบ้าน สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญก็คือเรื่องของการแก้ปัญหา และการออกแบบระยะยาว แต่สิ่งที่เราพบเห็นในปัจจุบันมักเป็นเรื่องของ “ราคา” ที่จะต้องขึ้นต้นมาก่อนทุกครั้งไป ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการออกแบบบ้านควรจะต้องมีราคาแพงเสมอไปจึงจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการออกแบบที่ดี แต่ในอีกมุมหนึ่ง การออกแบบบ้านที่ดี นั้น จะต้องดำเนินควบคู่กันไปทั้งเจ้าของบ้าน ผู้อยู่อาศัยและผู้ออกแบบอย่างสถาปนิก ที่จะต้องหันหน้าเข้าหากัน แจ้งความต้องการ ปรับจูนการออกแบบให้ลงตัว เพราะทางฝ่ายสถาปนิกเองก็ต้องการข้อมูลและความต้องการของเจ้าของบ้านมาเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ และหากทางฝ่ายเจ้าของบ้านเองอยากได้บ้านที่เมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ ต้องมาคอยซ่อมแล้วซ่อมอีก รื้อตรงนั้น ซ่อมตรงนี้ การพูดคุยกันกับสถาปนิกผู้ออกแบบเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากเราเลือกที่จะสนใจราคาการก่อสร้างที่ถูกเพียงอย่างเดียว อาจทำให้พลาดและต้องคอยมาซ่อมบำรุง แก้ไขใหม่ทีหลังจนกระทั่งงบบานปลายได้ ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียระยะยาว และการออกแบบบ้านนั้นไม่ได้ใช้ระยะเวลาเพียงวันสองวัน แต่ถ้าหากเราลงทุนไปกับการออกแบบแล้ว เท่ากับว่าได้ตัดปัญหากวนใจเกี่ยวกับตัวบ้านที่จะเกิดขึ้นในภายหลังไปได้มากกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ขอบคุณบทความและรูปภาพ จาก : http://www.babbaan.in/